วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2557

บันทึกอนุทินครั้งที่ 11


RECENT POSTS

Science Experiences Manangement for Early Childhood
Teacher Jintana Suksamran

Friday,October 24 ,2014.
Thime 13.00 to 16.40 pm.


วันนี้นำเสนอสื่อสิ่งประดิษฐ์วิทยาศสาตร์

     1.โยนไข่
     2.กระป๋องโยกเยก
     3.แก้วกระโดด
     4.นักดำน้ำ
     5.กบกระโดด
     6.บูมเมอแรง
     7.ปืนยิงลูกบอลจากลูกโป่ง
     8.ธนูไม้ไอติม
    9.กระป๋องผิวปาก
    10.ตุ๊กตาโยกเยก
    11.เรือโจรสลัดลุยน้ำ
    12.กังหันบิน
    13.ไก่กระต๊าก
    14.แท่นยิง
    15.เขาวงกต
    16.กงจักมหัศจรรย์
    17.หนูวิ่ง
    18.รถพลังงานลูกโปร่ง
    19.แผ่นซีดีหมุน
    20.รถของเล่นกระป๋องน้ำอัดลม
    21.ไหมพรหมเต้นระบำ
    22.ป๋องแป๋ง
    23.โมบายสายรุ้ง
    24.ฟองสบู่หรรษา
    25.ปืนยิงลูกบอลจากขวดน้ำ
    26.จรวดจากหลอดกาแฟ
    27.รถหลอดด้าย
    28.จั๊กจั่น
    29.กลองแขก
    30.ปะทัดกระดาษ (ปืนกระดาษ)
    31.รถล้อเดียว
    32.เป่ารถ
    33.เรือใบไม่ล่ม
    34.ทะเลในขวด
    35.แก้วส่งเสียง










การนำไปประยุกต์ใช้

สอนเด็กประดิษฐ์สื่อวิทยาศาสตร์จากสิ่งของเหลือใช้ในหน่วยการเรียนรู้ได้ สื่อบางชนิดเด็กสามารถประดิษฐ์ได้


ประเมินตนเอง
ตอนออกไปนำเสนอสิ่งประดิษฐ์ตื่นเต้นมาก พูดผิดพูดถูก ต้องกล้าแสดงออกให้มากกว่านี้


ประเมินเพื่อน

สิ่งประดิษฐ์ที่เพื่อนนำมาเสนอมีความน่าสนใจทุกคน เพื่อนตั้งใจนำเสนอผลงานมาก

ประเมินอาจารย์

อาจารย์จะตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์ที่นำออกมาเสนอ ทำให้ได้คิดว่าสิ่งประดิษฐ์ของเรามาจากเรื่องอะไรที่เกรี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์








บันทึกอนุทินครั้งที่ 10



RECENT POSTS

Science Experiences Manangement for Early Childhood
Teacher Jintana Suksamran

Friday,October 18 ,2014.
Thime 13.00 to 16.40 pm.


วันนี้เรียนชดเชย

อาจารย์ขอดูแผนที่แต่ละกลุ่มทำ และอธิบายในเรื่องที่ยังไม่เข้าใจ

ความรู้ที่ได้รับ

ในการวางตัวเลขหรือการเขียนหนังสือ ต้องเขียนจากซ้ายไปขวา

-ขั้นอนุรักษ์ คือ เด็กจะตอบในสิ่งที่ตาเห็น
-ขั้นใช้เหตุผล คือ เมื่อเด็กเห็นว่ามันเท่ากัน

กระบวนการ
1.ตั้งสมมติฐาน
2.ลงมือปฏิบัติ/รวบรวมข้อมูล
3.วิเคราะห์
4.สรุปผล

       อาจารย์ให้ช่วยกันคิดการทดลอง สิ่งประดิษฐ์ ประกอบแต่ละหน่วย และถามว่าแต่ละคนประดิษฐ์ของเล่นอะไรเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์


การนำไปประยุกต์ใช้
นำไปใช้ในการเลือกหน่วยให้เหมาะสมกับวัย ใช้ในการเขียนแผนให้ถูกต้องตามหลักการ

ประเมินตนเอง
ทบทวนแผนของกลุ่มตัวเองและแก้ไขในส่วนที่ผิด

ประเมินเพื่อน
เพื่อนช่วยกันคิดแก้ไขแผนที่ผิดให้ถูกต้อง

ประเมินอาจารย์
อาจารย์จะสอนย้ำเรื่องแผน อาจารย์คอยแนะนำในการเขียนแผนเพาระเป็นห่วงนักศึกษาถ้าเขียนยังไมู่ถกเวลาออกฝึกสอน จะสอนไม่ได้





                                                         

บันทึกอนุทินครั้งที่ 9



RECENT POSTS

Science Experiences Manangement for Early Childhood
Teacher Jintana Suksamran

Friday,October 17 ,2014.
Thime 13.00 to 16.40 pm.





ความรู้ที่ได้รับ

อาจารย์สอนวิธีการเขียนแผน

หลักในการเลือกหัวข้อ
-เรื่องใกล้ตัว
-บุคคล
-ธรรมชาติรอบตัว / ชุมชน
  

ทักษะและประสบการณ์สำคัญเกิดขึ้นได้เพราะได้ลงมือกระทำสอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ ส่งผลไปที่สมองแล้วเกิดองค์ความรู้ใหม่

ใน 1 วัน ต้องมี 6 กิจกรรม
1.กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ
2.กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์
3.กิจกรรมเสรี
4.กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ( ในเรื่องของวิชาการ )
5.กิจกรรมการเล่นกลางแจ้ง
6.กิจกรรมเกมการศึกษา

เรียนรู้โดยการปฏิบัติ
ปฏิบัติตามข้อตกลงเป็นภาษาตรงที่เด็กต้องสื่อสาร

6 กิจกรรมต้องทำร่วมกัน

วัตถุประสงค์
บอกชื่อผลไม้ อธิบาย วาดรูป เขียน สร้างชิ้นงาน ร้องเพลง ท่องคำคล้องจอง เล่านิทาน 

ประสบการณ์สำคัญ
ด้านสติปัญญา
1.การคิดสร้างสรรค์และคิดเชิงเหตุผล
2.นับจำนวนใส่ตัวเลข ( คณิตศาสตร์ )
3.ทักษะประสบการณ์การสังเกตแต่ละชนิดและบอกชื่อได้ ( วิทยาศสาตร์ )
4.( ภาษากระบวนการคิด ) เด็กได้ฟังและได้แสดงความคิดเห็น
5.( ด้านร่างกาย ) ให้เด็กออกไปหยิบจับภาพ

กิจกรรมการเรียนรู้
1.ใช้เพลง / นิทาน / คำคล้องจอง
2.ภาพปริศนาคำทาย
3.ภาพตัดต่อ
ทั้ง 3 หัวข้อเป็นการนำเข้าสู่บทเรียน

การนำเข้าสู่บทเรียน
1.คำถามวัดความจำ
2.คำถามวัดความเข้าใจ
3.คำถามวัดการนำไปใช้
4.คำถามวัดการวิเคราะห์
5.คำถามวัดการสังเกุต

ขั้นสอน
-นำภาพและของจริงให้เด็กดู
-นับจำนวน เขียนเลขการใส่เลขฮินดูอาร์บิก ถ้าเป็นเด็กเล็กให้นำรูปสัญลักษณ์คณิตศาสตร์ไปติด

ขั้นสรุป

-ทบทวนว่ามีอะไรบ้าง
-ร้องเพลงอีกครั้งหนึ่ง

สื่อ
ภาพผลส้ม

การวัดประเมิน

-สังเกุตจากการร่วมกิจกรรมและการตอบคำถาม


ประเมินตนเอง
 
ตั้งใจฟังเวลาอาจารย์อธิบายวิธีการเขียนแผนเพื่อจะได้ทำไปใช้ในการเขียนแผนให้ถูกต้อง

ประเมินเพื่อน

เพื่อนตั้งใจเรียนเวลาอาจารย์สอนเขียนแผน

ประเมินอาจารย์

อาจารย์สอนวิธีการเขียนแผน อาจารย์จะอธิบายย้ำในแต่ละหัวข้อเพื่อให้นักศึกษาเข้าใจในเรื่องนั้นๆ





                                                          


บันทึกอนุทินครั้งที่ 8



RECENT POSTS

Science Experiences Manangement for Early Childhood
Teacher Jintana Suksamran

Friday,October 10 ,2014.
Thime 13.00 to 16.40 pm.








                                                          





วันนี้ไม่มีการเรียนการสอนเนื่องจากสอบกลางภาค

( Midterm Exam )






บันทึกอนุทินครั้งที่ 7



RECENT POSTS

Science Experiences Manangement for Early Childhood
Teacher Jintana Suksamran

Friday,October 3 ,2014.
Thime 13.00 to 16.40 pm.







ความรู้ที่ได้รับ

บทความที่เพื่อนออกมานำเสนอ
1.การพัฒนาพื้นฐานทางวิทยาศาตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
2.สอนลูกเรื่องแสงและเงา
3.สอนเรื่องแรงโนม้ถ่วง
4.สอนลูกเรื่องไฟฉาย


การพัฒนาพื้นฐานทางวิทยาศาตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

           การทดลองทางวิทยาศาสตร์ (Science experiment) หมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้ความคิดรวบยอดในเรื่องที่เรียนรู้ ด้วยการเปิดโอกาสให้เด็กได้ค้นหาคำตอบจากการปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง ผ่านประสบการณ์ตรงที่เป็นรูป ธรรม เน้นขั้นตอนการคิด การค้นคว้า การทดลอง และการสรุปผล จากการเรียนรู้การใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าอย่างเป็นกระ บวนการจนพบความรู้ ทำให้เด็กได้รับการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นทักษะที่มีความจำเป็นในการแสวง หาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ คือ มีพฤติกรรมที่แสดงถึงความสามารถหรือความชำนาญที่เกิดจากการปฏิบัติหรือฝึกฝนกระ บวนการคิดอย่างเป็นระบบ โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการรับรู้ การค้นหาความรู้และแก้ปัญหาด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นทักษะเบื้องต้นที่มีความเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน และมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกันเหมาะสมกับเด็กในช่วงปฐมวัย ได้แก่ ทักษะการสังเกต ทักษะการจำแนกประเภท ทักษะการวัด ทักษะการสื่อสาร ทักษะการลงความเห็น และทักษะการพยากรณ์

สอนลูกเรื่องแสงและเงา

         การสอนลูกเรื่องแสงและเงา (Teaching Children about Light and Shadow) หมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับแสง ซึ่งเป็นพลังงานรูปแบบหนึ่งที่สิ่งมีชีวิตรับรู้ได้ด้วยตา เป็นเหตุให้มองเห็นสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเราได้ และเงา ซึ่งหมายถึง รูปร่างของวัตถุที่แสงผ่านทะลุไม่ได้ ทำให้แลเห็นเป็นเงาตามรูปร่างของวัตถุนั้น เด็กจะได้เรียนรู้ถึงแหล่งกำเนิดแสง หรือสิ่งที่ปล่อยแสงออกมา ได้แก่ ดวงอาทิตย์ ที่เป็นแหล่งกำเนิดแสงธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุด สัตว์และพืชบางชนิดมีแสง การเผาไหม้ของวัตถุบางชนิด เช่น พืช แก๊ส เทียนไข น้ำมัน ฯลฯ ทำให้เกิดแสง แสงบางชนิดมนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้น เช่น แสงไฟฟ้า ไฟฉาย กล้องถ่ายรูป ฯลฯ แสงจากดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว แสงจากพืชและสัตว์บางชนิด และแหล่งกำเนิดแสงอื่นๆที่คนเราทำขึ้น เช่น จากการจุดไฟ เปิดไฟฟ้า เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกและจักรวาล และเป็นประโยชน์ที่ทำให้คนเราดำรงชีวิตอยู่ได้ เพราะมีแสงสว่างช่วยให้คนเรามองเห็น และแสงทำให้เกิดเงา ร่มเงาก็เป็นประโยชน์สำหรับสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ได้อาศัยคลายร้อน ในขณะเดียวกัน หากไม่รู้ถึงโทษของสิ่งเหลานี้ ก็จะทำให้เกิดอันตรายจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น การที่เด็กๆเพ่งมองดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงแรงจ้า ก็จะเป็นอันตรายแก่สายตา หรือการที่ปล่อยให้แสงแดดแผดเผาผิวกาย ก็เป็นอันตรายต่อผิวหนังคือ เกิดแผลไหม้เกรียม แสงอาจเกิดจากการเผาไหม้ของวัตถุเช่น เทียน แก๊ส น้ำมัน พืช แสงเหล่านี้อาจเกิดการเผาไหม้เองตามธรรมชาติ และเกิดจากมนุษย์ทำให้เกิด เมื่อเกิดแล้ว จะทำให้มลภาวะเป็นพิษในโลกนี้ ดังนั้น ธรรมชาติเรื่องแสงและเงาเป็นเรื่องใกล้ตัว อยู่ในชีวิตประจำวันของเรา จึงควรได้จัดประสบการณ์ให้แก่เด็กปฐมวัย

สอนเรื่องแรงโนม้ถ่วง

           เรื่องแรงโน้มถ่วงเป็นเนื้อหาสาระวิทยาศาสตร์ระดับปฐมวัย ที่เชื่อมโยงกับกรอบมาตรฐานการเรียนรู้ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3-5 ปี สาระที่ 4: แรงและการเคลื่อนที่ มาตรฐาน ว 4.1: เข้าใจธรรมชาติของแรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงโน้มถ่วง และแรงนิวเคลียร์ มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์อย่างถูกต้องและมีคุณธรรม เรื่องแรงโน้มถ่วงจึงเป็นสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวกับธรรม ชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัว ซึ่งความเป็นธรรมชาติกับความเป็นวิทยาศาสตร์คือเรื่องเดียวกัน จึงเป็นความจำเป็นที่เด็กควรได้รับการจัดประสบการณ์ ให้เกิดความสามารถที่จะเก็บเกี่ยวความรู้ ความเข้าใจในประโยชน์ของธรรมชาติและการนำไป ใช้ในการดำรงชีวิต ดังที่นักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงวิทยาศาสตร์กับธรรมชาติมีความสัมพันธ์กัน ดังเช่น ภพ เลาหไพ บูลย์ กล่าวว่า วิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่สืบค้นหาความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติ โดยใช้กระบวนการการแสวงหาความรู้ทางวิทยา ศาสตร์ วิธีทางวิทยาศาสตร์ และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ได้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป เมื่อเด็กได้รับการจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์นั้น จะช่วยให้เด็กเกิดการพัฒนาการตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย คือ การส่งเสริมให้เด็กเกิดพัฒนาการ 4 ด้านคือ
               ด้านร่างกาย ได้ใช้ประสาทสัมผัสเรียนรู้
              ด้านอารมณ์และจิตใจ ได้ รับการตอบสนองความต้องการและความสนใจของเด็ก
              ด้านสังคมเด็กได้มีกิจกรรมทำร่วมกับผู้อื่น รู้จักกฎ กติกา ระเบียบของสังคม
              และด้านสติปัญญา รู้จักการคิดแก้ปัญหา การตัดสินใจและได้เรียนรู้สิ่งแปลกใหม่ด้วยตนเอง



สอนลูกเรื่องไฟฉาย

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องไฟฉายให้แก่เด็กปฐมวัย จะเกิดประโยชน์ต่อเด็กตามความมุ่งหมายของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 หากครูได้จัดกิจกรรมที่เน้นเด็กเป็นสำคัญตามหลักการของหลักสูตร ทั้งนี้จะเกิดประโยชน์ต่อเด็กได้ดังนี้คือเมื่อเด็กได้มีโอกาสสืบเสาะหาความรู้เรื่องไฟฉาย ได้แก่ แสงฉายมาจากไหน ทำไมคนเราต้องใช้แสงฉาย เมื่อได้ความรู้มาแล้ว เด็กจะได้ฝึกหัดอธิบายเรื่องที่ศึกษามา สำหรับเด็กปฐมวัยควรฝึกด้วยวิธีง่ายๆจากธรรมชาติเบื้องต้นก่อน คือ การพูด บอกเล่าสิ่งได้เห็น ได้ฟัง ได้สัมผัสมา เป็นต้น แต่เด็กที่มีความสามารถมักจะสื่อสารวิธีที่ยากกว่า เช่น วาดรูป หรือเขียนข้อความ เป็นต้น การค้นคว้าหาความรู้เช่นนี้ เป็นประโยชน์ต่อเด็กที่จะทำให้เด็กเป็นผู้รู้จักการสังเกต รู้จักการถาม และ รู้จักการคาดคะเน หรือการตั้งสมมติฐานที่จะนำไปสู่การกำหนดวิธีการสืบหาความจริงต่อไปเด็กได้ทำการทดลองใช้ไฟฉาย เช่น เปิดสวิทซ์ไฟที่กระบอกไฟ ส่องแสงไฟฉายในที่มืดจะเกิดอะไรขึ้น เป็นต้น การที่เด็กได้เป็นผู้ปฏิบัติทดลองสิ่งต่างๆด้วยตนเอง ย่อมทำให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสเพื่อเกิดการเรียนรู้ เด็กได้ใช้เครื่องมือเทคโนโลยีคือไฟฉายและวิธีการต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการสำรวจตรวจสอบ จะทำให้เด็กเห็นคุณค่าของเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆต่อไป เด็กจะเป็นผู้ที่มีความสามรถในการอธิบายสิ่งที่ค้นพบตามข้อมูลหลักฐานและองค์ความรู้อย่างมีเหตุผล เนื่องจากเด็กได้รับประสบการณ์ตรงจากการกระทำในสภาพจริง เช่น การใช้ไฟฉายส่องผ่านในที่มืดจะเห็นวัตถุต่างๆ เพราะมีแสงจากไฟฉาย หรือแสงที่ส่องออกไปเดินทางเป็นเส้นตรง แสงจากไฟฉายมีระดับความร้อนแตกต่างจากแสงดวงอาทิตย์ แสงไฟฉายต้องอาศัยวัตถุที่บรรจุลงในกระบอกไฟฉายจึงจะเกิดแสง เป็นต้นเด็กจะเป็นผู้มีความสามารถในการนำเสนอสิ่งที่เรียนรู้ได้อย่างชัดเจนเที่ยงตรง มีเหตุผลกับเพื่อนร่วมงาน และตอบคำถามได้ เนื่องจากได้รับการฝึกทักษะทางวิทยาศาสตร์ โดยมีเรื่องไฟฉายเป็นสาระนำทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ได้แก่ 
             ทักษะสังเกต (แสงเดินทางเป็นเส้นตรง แสงจากไฟฉายมีสีเหลืองอ่อน แสงไฟฉายจะสว่างหรือดับ เกิดจากคนเราเป็นผู้ กระทำบังคับสวิทช์ เปิดปิดเอง เป็นต้น) 
                 ทักษะจำแนกประเภท (จัดกลุ่มไฟฉายตามขนาดใหญ่ เล็ก สี รูปแบบ ฯ) 
                 ทักษะการวัด (วัดความยาวของกระบอกไฟฉาย นับจำนวนถ่านไฟฉาย) 
               ทักษะการสื่อความหมาย (อธิบายเหตุที่เกิดแสง วาดภาพไฟฉาย และลักษณะของลำแสง)ดังนั้นการให้เด็กได้มีโอกาสปฏิบัติด้วยตนเองด้วยการสืบค้นผ่านการสังเกตการทดลอง ใช้ไฟฉายที่เป็นเครื่องมือเทคโนโลยีชนิดหนึ่ง มีโอกาสร่วมคิดร่วมทำงานร่วมกับผู้อื่น จะเป็นประโยชน์ที่ส่งเสริมให้เด็กเกิดการเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพของเด็กได้ตามความคาดหวังของสังคม

กิจกรรมที่ทำวันนี้ คือ แกนทิชชู่เคลื่อนที่

อุปกรณ์
1.แกนทิชชู่ตัดครึ่ง
2.ปากกาเมจิก
3.กระดาษสี
4.ปากกาเมจิก

วิธีทำ
 นำกระดาษทิชชู่ที่ตัดครึ่งแล้วมาเจาะรูตรงกลางทั้งสองข้าง
 นำเชือกไหมพรหมมาผูก
  ตกแต่งให้สวยงาม

วิธีการเล่น
  ให้นำเชือกคล้องคอแล้วค่อยดึงให้แกนทิชชู่ขึ้นไปข้างบนแล้วปล่อยลงมา

การนำไปประยุกต์ใช้

    กิจกรรมที่อาจารย์นำมาให้ทำสามารถนำไปสอนเด็กได้เวลาไปฝึกสอน เพราะเป็นกิจกรรมที่เด็กสามารถทำได้เด็กจะได้คิดวิธีการเล่น

ประเมินตนเอง

 ตอนอาจารย์ให้ทำกิจกรรมไม่รู้ว่าจะเล่นยังไง พอทำเสร็จก็ลองหาวิธีการเล่นก็สามารถเล่นได้

ประเมินเพื่อน

เพื่อนช่วยกันคิดหาวิธีให้แกนทิชชู่สามารถเคลื่อนที่ได้

ประเมินอาจารย์ 

อาจารย์สอนวิธีการทำแกนทิชชู่เคลื่อนที่ แต่ยังไม่บอกวิธีการเล่นแต่ให้นักศึกษาได้ช่วยกันคิดก่อนว่าจะเล่นอย่างไหร่ และใครมีวิธีการเล่นแบบไหน อาจารย์ให้ตัวแทนออกไปสาธิตวิธีการเล่นที่หลากหลายก่อนแล้วอาจารย์ค่อยเฉลยว่าแกนทิชชู่เคลื่อนที่มีวิธีการเล่นอย่างไร




                                                        

บันทึกอนุทินครั้งที่ 6



RECENT POSTS

Science Experiences Manangement for Early Childhood
Teacher Jintana Suksamran

Friday,September 26 ,2014.
Thime 13.00 to 16.40 pm.


ความรู้ที่ได้รับ

เพื่อนออกมานำเสนอบทความ คือ

1.วิทยาศาสตร์ระดับปฐมวัย
2.วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
3.การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย
4.สอนลูกเรื่องอากาศ
5.ฝึกทักษะสังเกตนำลูกสู่วิทยาศาสตร์






วิทยาศาสตร์ระดับปฐมวัย

          วิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตประจำวันของมนุษย์ ตลอดชีวิตของทุกคนต่างก็มีความเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น  การเรียนรู้วิทยาศาสตร์จึงมีความสำคัญที่จะทำให้คนได้พัฒนาวิธีคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ วิจารณ์ มีทักษะที่สำคัญในการค้นคว้าหาความรู้ มีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลที่หลากหลายและ มีประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ช่วยให้คนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มนุษย์ขึ้น รวมถึงการนำความรู้ไปใช้อย่างสร้างสรรค์ มีเหตุผล มีคุณธรรม นอกจากนี้ยังช่วยให้คนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ การดูแลรักษาตลอดจนการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน
       การจัดประสบการณ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ควรเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมมีประสบการณ์ตรง ได้ลงมือปฏิบัติจริงโดยมีครูเป็นผู้ตอบสนองความสนในของเด็กและส่งเสริมการจัดโครงสร้างความคิดจากประสบการณ์ เพื่อพัฒนามุมมองและความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงการส่งเสริมทัศนคติเกี่ยวกับการดูแลและมีความรับผิดชอบที่รักษาสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวอย่างเหมาะสมตามวัย อย่างไรก็ตาม การจัดประสบการณ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยยังไม่ได้รับการส่งเสริมให้แพร่หลายอาจเนื่องด้วยการศึกษาปฐมวัยมิได้เป็นการศึกษาภาคบังคับและในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยได้กำหนดกรอบสาระของหลักสูตรไว้กว้างๆทำให้สาระของการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ไม่มีความชัดเจน สสวท.จึงร่วมกับกลุ่มนักวิชาการ พัฒนากรอบมาตรฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ปฐมวัยขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยที่สอดคล้องกับหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2546 และอยู่บนพื้นฐานของมาตรฐานการเรียนรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 โดยมีหลักในการเลือกเนื้อหา 3 ประการดังนี้
1.ขอบเขตเนื้อหาวิทยาศาสตร์
2.ความเหมาะสมต่อพัฒนาการและความสามารถในการเรียนรู้ของเด็ก
3.สามารถนำไปปฏิบัติจริงได้


วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

     วิทยาศาสตร์หมายถึงการสืบค้นและอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ สภาพแวดล้อมและร่างกายมนุษย์ หรือวิทยาศาสตร์หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆในธรรมชาติ โดยได้จากการศึกษาค้นคว้าอย่างมีขั้นตอนและมีระเบียบแบบแผน ความรู้ของข้อมูลต่างๆ ที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมีหลักฐานและข้อมูลเพิ่มเติมขึ้นจากการค้นพบใหม่ที่เป็นปัจจุบันและที่ดีกว่าคือ ตัวอย่างและข้อมูลที่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่สามารถทดสอบได้ มีขอบเขต มีระเบียบกฎเกณฑ์ มีการสังเกตการจดบันทึกการตั้งสมมติฐาน และอื่นๆ วิทยาศาสตร์มีขอบข่ายการศึกษาค่อนข้างกว้างขวาง แต่โดยสรุปแล้วก็คือ การศึกษาธรรมชาติของสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรา ซึ่งอาศัยกระบวนการค้นคว้าหาความรู้ที่มีขั้นตอนเป็นระเบียบแบบแผนตั้งแต่สมัยโบราณ มนุษย์พยายามเรียนรู้ทำความเข้าใจและอธิบายธรรมชาติของสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรา อันได้แก่ พฤติกรรมการเปลี่ยนแปลง และปรากฏการณ์ต่างๆ จนนำไปสู่การกำหนดหลักการ กฎเกณฑ์ และทฤษฏี อันเป็นรากฐานของการศึกษาค้นคว้าแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น ชาร์ลส์ ดาร์วิน ได้ศึกษาธรรมชาติและพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิต แล้วสรุปเป็นทฤษฎีวิวัฒนาการ แอลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้ศึกษาความธรรมชาติและความสัมพันธ์ของสสารกับพลังงาน จนได้มาเป็นทฤษฎีวิวัฒนาการ เป็นต้น

การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย

       การสอนการคิดในระดับปฐมวัยมีความสำคัญมากในปัจจุบันดังที่ คอสเทลโล(Costello.2000: 4-5)ได้แสดงความคิดเห็นถึงการสนับสนุนการสอนการคิดในระดับปฐมวัยว่าการจัดการเรียนการสอนการคิดสำหรับเด็กปฐมวัยในปัจจุบันกำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมากเพราะการคิดเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ.1999 กระทรวงการศึกษา ของประเทศอังกฤษ ได้จัดการประชุมเรื่อง โรงเรียนแห่งการคิดไปสู่ห้องเรียนแห่งการคิด ในการประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมการประชุมประกอบไปด้วยผู้บริหารทางการศึกษาและเจ้าหน้าที่ทางการศึกษา ได้กำหนดจุดมุ่งหมายของการประชุมไว้ 5 ประการดังนี้คือประการแรกเพื่อวิเคราะห์ความเข้าใจในปัจจุบันเกี่ยวกับทักษะการคิดและบทบาทของเด็กๆในกระบวนการเรียนรู้ ประการที่สองเพื่อระบุวิธีการในปัจจุบันที่มีต่อการพัฒนาการคิดของเด็กและการประเมินอย่างมีประสิทธิภาพ ประการที่สามเพื่อพิจารณาว่าทำอย่างไรครูจะสามารถบูรณาการทักษะการคิดเข้าไปในการเรียนการสอนของครู ประการที่สี่เพื่อระบุบทบาทในการใช้ นวัตกรรมทางการสื่อสารและข้อมูลในการสนับสนุนการเข้าถึงทักษะการคิดของเด็ก ประการที่ห้าประเมินการวิจัยในปัจจุบันและอนาคตจากคำถามที่ว่าทำอย่างไรจะสามารถนำการคิดเข้าสู่การปฏิบัติในชั้นเรียน ดังนั้นจะเห็นว่าประเทศที่พัฒนาให้ความสำคัญต่อการสอนคิดตั้งแต่ระดับปฐมวัยโดยบูรณาการทักษะการคิดเข้าไปในการเรียนการสอนของครูและระบุบทบาทในการใช้นวัตกรรมทางการสื่อสารและข้อมูลในการสนับสนุนการเข้าถึงทักษะการคิดของเด็กในชั้นเรียน

สอนลูกเรื่องอากาศ

       การสอนลูกเรื่องอากาศ (Teaching Children about weather) หมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็ปฐมวัยได้เรียนรู้ถึงส่วนผสมของก๊าซต่างๆและไอน้ำ รู้คุณสมบัติของอากาศว่าไม่มีสี ไม่มีรสชาติ และไม่มีกลิ่น ก๊าซที่มีอยู่มากและจำเป็นต่อสิ่งที่มีชีวิตคือก๊าซออกซิเจนที่มีอยู่ในอากาศรอบๆตัวเราทุกหนทุกแห่ง อากาศมีอยู่ในบ้านและบริเวณ มีอยู่ในโรงเรียน บริเวณรอบโรง เรียน กลางป่า เขา ชายทะเล แม่น้ำ น้ำตก สวน และอื่นๆ เด็กปฐมวัยเป็นวัยอยากรู้อยากเห็น ช่างสงสัย เด็กมักจะมีคำถามอยู่เสมอ ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ทำไมเป็นเช่นนั้น เรารู้ได้อย่างไร เมื่อเด็กมีความสนใจธรรมชาติรอบตัว คำถามที่ต้องการให้ผู้ใหญ่ตอบมีหลายเรื่อง รวมทั้งสิ่งที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น คืออากาศ เด็กมีคำถามเสมอว่า อากาศ คืออะไร มาจากไหน ทำไมหนูจับไม่ได้ วันนี้หนูอยากอาบน้ำเพราะร้อนมาก ๆ ทำไมเป็นอย่างนั้น หนูชอบวิ่งเล่นใต้ต้นไม้ เพราะเย็นกว่าในห้อง ทำไมเป็นเช่นนั้น ทำไมบางครั้งลมพัดเร็วมากจนโค่นต้นไม้หักลงมาได้ ทำไมลมพัดเร็วช้าไม่เหมือนกัน ลมพัดได้เร็วเพียงใด คำถามที่น่าสนใจของเด็ก จึงควรนำมาจัดเป็นกิจ กรรมเรียนรู้สำหรับเด็ก เรื่องอากาศ เพื่อพัฒนาความสามารถของเด็ก และเมื่อเด็กได้รับการตอบสนองให้สืบค้นหาคำตอบ เด็กจะรู้สึกสบายใจที่ได้รับการตอบสนอง จึงเป็นการพัฒนาการทางอารมณ์ที่เหมาะสมให้แก่เด็กอีกด้วย

ฝึกทักษะสังเกตนำลูกสู่วิทยาศาสตร์

                 ธรรมชาติของเด็กๆ นั้น มีความอยากรู้อยากเห็นต่อสิ่งรอบตัวตลอดเวลา เพราะเป็นวัยที่สมองมีการพัฒนาสูงสุด หากเด็กได้รับการพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับธรรมชาติของเขา จะทำให้ศักยภาพในการเรียนรู้ของเขาพัฒนาได้เต็มที่  ทักษะการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์นับเป็นทักษะที่ส่งเสริมให้เด็กๆ  สามารถคิดหาเหตุผล แสวงหาความรู้  สามารถแก้ปัญหาได้ตามวัยของเขา
               ทักษะการสังเกตเป็นหนึ่งในทักษะขั้นพื้นฐานและจำเป็นสำหรับการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์  การสังเกต (Observation) หมายถึง การใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกัน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย เข้าไปสัมผัสโดยตรงกับสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ เพื่อต้องการรู้รายละเอียดของสิ่งนั้น ๆ ที่จะนำมาซึ่งการเรียนรู้ที่มากขึ้นและเด็กจะเก็บเป็นข้อมูลหรือประสบการณ์ต่อไป  จึงพูดได้อีกอย่างว่าสำหรับสำหรับเด็กๆ แล้วการสังเกตจะเกิดจากการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้านั่นเอง  และจากประสบการณ์ที่ได้รับจะทำให้การสังเกตของเด็กพัฒนาขึ้น การสังเกตสามารถกลายเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ที่มีคุณค่าในที่สุด


วันนี้อาจารย์มีกิจกรรมมาให้ทำ กิจกรรมกังหัน
อุปกรณ์
1.กระดาษ 
2.คลิปหนีบกระดาษ

วิธีทำ
 อาจารย์ให้แถวที่ 1-2 พับกระดาษสองข้างให้ได้กึ่งกลางให้ใช้คลิปหนีบกระดาษ
              ให้แถวที่ 3-5 พับจากข้างบนลงมาครึ่งนึงของกึ่งกลางแล้วใช้คลิปหนีบกระดาษ

วิธีการเล่น
 ให้โดนขึ้นข้างบนแล้วกระดาษจะหมุนลงมา
แถวที่ 1-2 พอโยนขึ้นไปแล้วกระดาษหมุนลงมาอย่างสวยงาม
แถวที่ 3-5 พอโยนขึ้นไปแล้วบางคนกระดาษไม่ค่อยหมุน บางคนก็หมุนลงมา

อาจารย์อธิบายหน่วยการเรียนรู้ของแต่ละกลุ่ม

-หน่วยส้ม
-หน่วยกล้วย
-หน่วยกะหล่ำปี
-หน่วยดอกมะลิ
-หน่วยผีเสื้อ
-หน่วยไก่
-หน่วยกบ
-หน่วยปลา
-หน่วยแปรงสีฟัน


การประยุกต์ใช้
    ใช้ในการเลือกหน่วยในการสอนให้เหมาะสม รู้ว่าในหนึ่งหน่วยต้องประกอบด้วยหัวข้ออะไรบ้าง และจะสอนเด็กเรื่องอะไรต้องสอดแทรกคำศัทพ์ลงในหน่วยด้วยเพราะจะเปิดรับสู่ประชาคมอาเซียน

ประเมินตนเอง
       ตั้งใจเรียนตั้งใจจดเวลาอาจารย์อธิบาย บางครั้งหันไปฟังเพื่อนทำให้ขาดสมาธิไปบางช่วง

ประเมินเพื่อน
       เพื่อนตั้งใจฟังและตั้งใจทำกิจกรรมที่อาจารย์นำมาให้ทำในวันนี้

ประเมินอาจารย์
      อาจารย์เตรียมกิจกรรมมาให้ทำทุกครั้ง อธิบายเนื้อหาให้เห็นชัดเจนต้องไหนที่ยังไม่เข้าใจเนื้อหาตกลงอาจารย์จะอธิบายย้ำอีกครั้ง







ความลับของแสง ( Secrets of the Light )








ความลับของแสง
Secrets of the Light









ความรู้ที่ได้รับ



เรื่องความลับของแสง
       ถ้ารอบๆตัวเราไม่มีแสงสว่างเราก็จะมอองอะไรไม่เห็น  แสงสว่างจึงมีความสำคัญกับเรามาก แสงเป็นคลื่นชนิดเหมือนคลื่นในทะเล เป็นคลื่นที่มีความยาวคลื่นสั้นมาก แสงคลื่นที่ได้เร็วมากตั้ง 300,000 กิโลเมตร ต่อวินาที

การทดลอง

     นำกล่องใบใหญ่ที่มีฝาปิดมา 1 ใบ เจาะรูข้างๆกล่อง 1 รู แล้วลองนำของต่างๆมาใส่ในกล่อง เช่น ตุ๊กตา หลังจากนั้นปิดฝากล่องแล้วมองเข้าไปในรูที่เจาะไว้ จะเห็นว่ามันมืดสนิทแถมยังมองไม่เห็นของที่ใส่ไว้ในกล่อง เราลองเปิดฝากล่องออกแล้วลองมองเข้าไปในรูที่เจาะไว้จะเห็นว่าในกล่องมีอะไรอยู่บ้าง จากนั้นปิดฝากล่องเหมือนเดิมแล้วเจาะรูเพิ่มขึ้นอีกรู นำไฟฉายส่องไปในรูที่เจาะใหม่แล้วลองดูอีกที เราสามารถมองเห็นของในกล่องอีกแล้ว ที่เรามองเห็นของได้นั้นเพราะมีแสงส่องเข้ามากระทบกับวัตถุ แสงต้องสะท้อนจากวัตถุเข้ามาสู่ตาของเราด้วยเราถึงจะมองเห็นวัตถุนั้นได้ ตาของเรา คือ จอรับแสงที่เข้ามากระทบกับวัตถุ แสงมีความสำคัญมากถ้าไม่มีแสงสว่างเราก็จะมองอะไรไม่เห็น นอกจากแสงจะช่วยให้เรามองเห็นสิ่งของต่างๆได้แล้ว มนุษย์ยังนำมาใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆอีกมากมาย

คุณสมบัติของแสง

วิธีการทดลอง

     หากระดาษแข็งสีดำที่มีขนาดเท่ากัน 2 แผ่น แล้วเจาะรูตรงกลางทั้งสองแผ่นให้ตรงกัน จากนั้นเปิดหลอดไฟทิ้งไว้ในห้องมืดจากนั้นนำกระดาษที่เตรียมไว้แผ่นแรกมาวางคั่นไว้ระหว่างหลอดไฟกับพนังห้อง แสงไม่สามารถทะลุผ่านกระดาษออกมาได้ แต่ตรงรูที่เจาะไว้จะมีแสงผ่านออกมาต่อมานำกระดาษอรกแผ่นมาวางซ้อนกระดาษแผ่นแรกโดยให้รูที่เจาะอยู่ตรงกัน จะเห็นว่าแสงก็ยังพุ่งผ่านแผ่นที่สองที่เราเจาะรูไว้ไปยังพนังที่เดิม แสดงว่าแสงพุ่งออกมาเป็นเส้นตรงอย่างเดียวไม่มีการเปลี่ยนทิศทาง มีวัตถุบาง

ชนิดที่แสงทะลุผ่านไปได้  เราเรียกว่า วัตถุโปร่งแสง  และ วัตถุโปร่งใส
วัตถุที่ดูดกลืนแสงบางส่วนไว้แล้วสะท้อนแสงส่วนที่เหลือเข้าตาเรา เราเรียกว่า วัตถุทึบแสง

แสงนำมาใช้ประโยชน์คือ 
  การเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงของแสงนำมาทำเป็นกล้องฉายภาพแบบต่างๆได้
  ดวงตาของเรามีรูเล็กๆเหมือนกันเราเรียกว่า รูรับแสงจะเห็นเป็นภาพกลับหัวแต่ที่เรามองเห็นเป็นปกติเพราะสมองของเรานั้นจะกลับภาพให้เป็นปกติโดยอัตโนมัติ

เงาเป็นสิ่งที่คู่กันกับแสง

    เงาเกิดขึ้นได้เพราะแสง
    เงาเกิดขึ้นได้หลากหลาย
    เงาของวัตถุเกิดขึ้นได้จากแสงที่เดินทางเป็นเส้นตรงไปเรื่อยๆ เมื่อมีวัตถุเข้ามาขวางทางเดินของแสงไว้ พื้นที่ด้านหน้าของวัตถุก็จะดูดกลืนแล้วสะท้อนแสงของวัตถุบางส่วนออกมา แล้วพื้นที่ข้างหลังที่แสงส่องไม่ถึงจะมีสีดำที่เราเรียกว่า เงา นั้นเอง
    เงาจะเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อมีวัตถุเข้ามาขวางทางเดินแสง